
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด
สัตว์ป่าสงวน
(ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535)
| นกแต้วแล้วท้องดำ (Pitta gurney) อาศัยอยู่เฉพาะในป่าดิบราบต่ำ ทำรังอยู่บนกอระกำและกอหวาย ชอบกินใส้เดือนเป็นอาหาร ปัจจุบันพบแห่งเดียวในโลกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ-บางคราม จ.กระบี่ คาดว่ามีหลงเหลืออยู่ไม่เกิน 100 ตัวเท่านั้น | |
| กระซู่ (Didemocerus sumatraensis) เป็นแรดพันธุ์เล็กที่สุดในจำนวนแรด 5 ชนิดของโลก มี 2 นอ ชอบกินกิ่งไม้ ใบไม้ และผลไม้เป็นอาหาร เป็นสัตว์ที่หายากมาก ปัจจุบันพบในบริเวณป่าทึบ ตามแนวพรมแดนไทย-พม่า และชายแดนไทย-มาเลเซีย | |
| แมวลายหินอ่อน (Pardofelis marmorata) เป็นแมวป่าขนาดกลาง อาศัยอยู่ในป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ชอบอยู่บนต้นไม้ ออกหากินในเวลากลางคืน กิน หนู งู นก แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นอาหาร ปัจจุบันเป็นสัตว์ที่หายากมาก | |
| กวางผา (Naemorhedus griseus) มีลักษณะคล้ายแพะ พบบริเวณยอดเขาสูงชัน สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1000 เมตร และมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี กินพืชที่อยู่ตามสันเขาและหน้าผาหินเป็นอาหาร ปัจจุบันคงเหลืออยู่จำนวนน้อย พบบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แม่ตื่น จ.ตาก | |
| นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (Pseudochelidon sirintarae) เป็นนกนางแอ่นชนิดหนึ่งที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก คือที่ประเทศไทย พบเมื่อ พ.ศ. 2511 ที่บริเวณบึงบรเพ็ด จ. นครสวรรค์ ชอบเกาะนอนอยู่ในพงหญ้า โฉบจับแมลงกินเป็นอาหาร ปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว |
| กูปรี (Bos sauveii) เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับกระทิงและวัวแดง ชาวลาวเรียกว่า วัวเขาเกลียว ชาวเขมรเรียกว่า กูปรีหรือโคไพร ลักษณะพิเศษของมันคือ ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยจะมีปลายเขาแตกเป็นพู่ ส่วนตัวเมียเขาเป็นวงเกลียว ชอบกินหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร พบในประเทศไทย ลาว เขมร และเวียตนามเท่านั้น | |
| ละองหรือละมั่ง (Cervus eldi) ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ออกหากินทั้งกลางวันและกลางคืน กินใบไม้ใบหญ้า และผลไม้เป็นอาหาร ปัจจุบันไม่พบในประเทศไทย แต่ยังมีหลงเหลืออยู่บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา แถบเทือกเขาพนมดงรัก และชายแดนไทย-พม่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี เท่านั้น | |
| เก้งหม้อ (Muntiacus feai) เป็นเก้งที่มีสีคล้ำกว่าเก้งธรรมดา ชอบอาศัยอยู่เดี่ยวๆ ในป่าดงดิบตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น กินหญ้า ใบไม้และผลไม้เป็นอาหาร พบบริเวณชายแดนไทย-พม่า และภาคใต้ของไทย เป็นสัตว์ที่หายาก | |
| นกกระเรียน (Grus antigone sharpii) จัดอยู่ในตระกูลนกบินได้ขนาดใหญ่ที่สุด สูงประมาณ 150 ซ.ม. พบตามหนอง บึง และท้องทุ่ง หากินเป็นคู่และกลุ่มครอบครัว กินแมลง สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อนคล่น พืชน้ำและเมล็ดพืชเป็นอาหาร ปัจจุบันไม่พบในประเทศไทย | |
| สมเสร็จ (Tapirus indicus) เป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน มีจมูกเหมือนงวงช้าง รูปร่างเหมือนหมู และมีเท้าเหมือนแรด จึงมีชื่อเรียกว่า ผสมเสร็จหรือสมเสร็จ มักหากินตามที่รกทึบ พบที่บริเวณป่าชายแดนไทย-พม่า ตลอดลงไปจนถึงภาคใต้ของไทย |
| พะยูน (Dugong dugon) เป็นสัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม ชอบอยู่รวมเป็นฝูง กินหญ้าทะเลตามบริเวณน้ำตื้นเป็นอาหาร ปัจจุบันเป็นสัตว์หายาก พบอยู่ประมาณ 40-50 ตัว ที่บริเวณเกาะลิบง และหาดเจ้าไหม จ. ตรัง เท่านั้น | |
| ควายป่า (Bubalus bubalis) มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าควายบ้าน ชอบอาศัยอยู่รวมเป็นฝูง กินใบไม้ หญ้า หน่อไม่เป็นอาหาร ปัจจุบันพบบรอเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ. อุทัยธานี เท่านั้น | |
| แรด (Rhinoceros sondaicus) มีนอเดียว อาหารของมันคือยอดไม้ ใบไม้ ผลไม้ อาศัยอยู่ในป่าทึบ โดยเฉพาะแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เคยพบบริเวณป่าชายแดนไทย-พม่า ลงไปทางภาคใต้ของไทย ปัจจุบันไม่พบเห็นในประเทศไทย | |
| สมัน (Cervus schoburgki) เป็นกวางขนาดกลาง เรียกอีกชื่อว่า กวางเขาสุ่ม เป็นกวางที่มีเขาสวยงามที่สุด ชอบกินยอดหญ้าอ่อน ผลไม้และใบไม้เป็นอาหาร อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ เคยมีเฉพาะในทุ่งโล่งภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะทุ่งรังสิต สูญพันธุ์ไปประมาณ 60 ปีมาแล้ว | |
| เลียงผา (Capricornis sumatraensis) เป็นสัตว์กีบคู่เขาจำพวกแพะ อาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผาหรือถ้ำ เคลื่อนไหวในที่สูงชันได้ปราดเปรียว ว่องไว กินพืชที่ขึ้นอยู่ตามที่สูงเป็นอาหาร ถูกล่ามาทำน้ำมันเลียงผา (ยา) เป็นจำนวนมาก |
สัตว์ป่าคุ้มครอง 15 ชนิด
สัตว์ป่าคุ้มครอง
(ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535)
| ลิงลมหรือนางอาย ( Nycticebus coucang ) เป็นลิงที่มีขนาดเล็ก ขนนุ่ม สั้นและหนาเป็นปุยสีขาวนวล และมีสีน้ำตาลเข้ม คาดจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตากลมโต ใบหูเล็ก ออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของลิงลมได้แก่ แมลงเล็กๆ ไข่นก ผลไม้ มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณเขาหิมาลัย พม่า และในประเทศไทย พบทุกภาคของประเทศ | |
| หมีหมา ( Helarctor malaynus ) มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย จัดเป็นหมีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนตามลำตัวเป็นสีดำ ใต้คอมีแถบสีเหลืองรูปตัวยู เมื่อโตขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีขาว บริเวณหน้าตั้งแต่ตาจนถึงปลายจมูกสีค่อนข้างขาว ชอบอยู่เป็นคู่ และออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของหมีหมาคือ น้ำผึ้ง และแมลงต่างๆ ใบไม้ และเนื้ออ่อนของคอมะพร้าว | |
| วัวแดง ( Bos javanicus ) มีรูปร่างและสีสันคล้ายวัวบ้าน แต่จะสูงใหญ่กว่า วัวแดงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว 20-35 ตัว อาศัยอยู่ในป่าดงดิบ ออกหากินในเวลากลางคืนและเช้าตรู่ ชอบกินหญ้าอ่อนหรือหญ้าระบัดเป็นอาาหร วัวแดงอาศัยอยู่ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และพม่า | |
| ช้างป่าหรือช้างเอเซีย ( Elephas maximus ) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเซีย เช่น ไทย อินเดีย มาเลเซีย ขนาดลำตัวสูงประมาณ 2.8 เมตร หูมีขนาดเล็กเพียง 1 ส่วน 3 ของช้างแอฟริกา อาศัยอยู่ในป่าทึบที่มีอากาศเย็น มีน้ำอุดมสมบรูณ์ ช้างผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว 8-12 ปี ตกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนใกล้เคียงกับคนคือราว 70 ปี | |
| หมีขอหรือบินตุรง ( Arctictis binturong ) มีลักษณะคล้ายหมี แต่ต่างจากหมีคือ มีหางยาวใช้เกาะกิ่งไม้แทนการใช้แขน หมีขอเป็นสัตว์จำพวกชะมดและอัเห็นขนาดใหญ่ ขนตามลำตัวมีสีดำ หนวดสีขาว ออกหากินในเวลากลางคืน กินทั้งสัตว์ พืชและผลไม้เป็นอาหาร เช่น หนู นก ผลไม้ป่าต่างๆ แหล้งอาศัยอยู่ในทวีปเอเซีย ในประเทศไทยพบตามป่าดงดิบทางภาคใต้ | |
| กระทิง ( Bos gaurus ) มีขนตามลำตัวสั้นๆ สีดำ ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า โคนเขาสีเหลือง ปลายเขาดำ อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่อยู่ห่างไกล กินดินโปร่ง หญ้า หน่อไม้ ฯลฯ พบในทวีปเอเซีย ในประเทศไทยมี 2 พันธุ์ คือพันธุ์พม่า พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับพันธุ์มลายู พบทางภาคใต้ของประเทศไทย | |
| อีเก้งหรือฟาง ( Muntiacus muntjak ) เก้งเป็นกวางขนาดเล็ก ตัวผู้มีเขาสั้น ลำตัวสีน้ำตาลแดง ตัวผู้มีเขี้ยวยื่นออกมานอกริมปาก ใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้และป้องกันตัว ชอบอยู่ลำพัง และอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ คือ ช่วงหน้าหนาว เก้งชอบกินใบไม้ หญ้า ลูกไม้ป่า เก้งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเซีย และพบอยู่ทุกภาคของประเทศไทย | |
| แมวดาว ( Felis bengalensis ) เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีลักษณธคล้ายแมวบ้าน แต่มีรูปร่างปราดเปรียวกว่า ลำตัวสีน้ำตาลแกมเหลือง หูค่อนข้างยาว มันจะออกหากินในเวลากลางคืน อาหารของแมวดาว ได้แก่ นก หนู กระรอก เป้ด ไก่ พบมากตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหภาพโซเวียต จิน อินโดนีเซีย และอินเดีย และทุกภาคของประเทศไทย |
| ลิ่มหรือนิ่ม ( Manis javanica) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คล้ายคลึงกับสัตว์เลื้อยคลาน ลำตัวปกคลุมด้วยเกร็ดแข็งคล้ายปลา ปากเป็นช่องเล็กๆ มีลิ้นเป็นเส้นยาว อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ออกหากินตามพื้นดินในเวลากลางคืน และจะหลับในโพรงดิน เวลานอนจะขดม้วนตัวกลม อาหารที่ชอบได้แก่ มด และปลวก พบเห็นได้ในทุกภาคของประเทศไทย | |
| หมีควายหรือหมีดำ ( Selenarctos thibetanus ) เป็นหมีขนาดใหญ่ของไทย ลำตัวมีขนหยาบสีดำ ใต้คอมีขนสีขาวรูปตัววี ปลายจมูกค่อนข้างดำ ปากยาว หางสั้น และหูใหญ่ ออกหากินตอนกลางคืน กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร เช่น แมลง ใบไม้ และลูกไม้ต่างๆ มหีควายมีนิสัยดุร้ายและชอบการต่อสู้ ปกติจะอยู่ตามลำพังหรืออยู่กันเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น | |
| เสือโคร่ง ( Panthera tigers) เป็นเสือขนาดใหญ่ที่สุดในสัตว์จำพวกแมว ตัวสีเหลืองส้ม ลายพาดเป็นริ้วสีดำ หางลายดำเป็นปล้อง สามารถขึ้นต้นไม้และลงว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ออกหากินลำพังในเวลาพลบค่ำและกลางคืน ถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง พบในไซบีเรีย จนถึงทะเลสาบแคสเปี้ยน อินเดีย จีน มาเลเซีย ฯลฯ และพบในทุกภาคของประเทศไทย | |
| กวางป่า ( Cervus unicolar ) กวางป่าเป็นกวางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ออกหากินหญ้า ลูกไม้ป่า และหน่อไม้ ในตอนกลางคืน กวางป่าจะผสมพันธ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ตั้งท้องนานประมาณ 8 เดือน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว กวางป่ามีอายุยืนประมาณ 15-20 ปี พบเกือบทุกภาคในประเทศไทย | |
| ค่างแว่น ( Presbytis phayrei ) ลำตัวของค่างแว่นด้านหลังมีสีน้ำตาลหรือเทา หน้ามีสีดำหรือเทา ที่ขอบตาจะมีสีเขียวอมฟ้าขาว ขาหลังและหางมีสีเดียวกับแผ่นหลัง ค่างแว่นอาศัยอยู่บนต้นไม้สูงตามถูเขาและป่าไม้ ค่างแว่นมักจะอยู่บนต้นไม้มากกว่าลงมายังพื้นดิน ค่างแว่นพบมากในเอเซีย ได้แก่ จีน พม่า อินโดนีเซีย และประเทศไทย | |
| เสือดาว ( Panthera pardus ) เป็นสัตว์ที่มีประสาทหู ตา ว่องไว และซ่อนตัวเก่ง หนังเสือดาวจะมีสีเหลืองปนน้ำตาล มีลายจุดสีดำเต็มตัว เป็นลอยขยุ้มตีนหมา เสือดาวอาศัยอยู่ในป่าลึก ตามโพรงไม้หนาบนภูเขาหิน หรือที่ที่มันสามรถหลบซ่อนได้ เสือดาวเป็นสัตว์ที่ปีนต้นไม้ได้เหมือนแมว มันจะออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว หรืออาจมากกว่าถึง 5 ตัว | |
| เนื้อทราย ( Cervus porcinus ) เป็นกวางขนาดเล็กเท่าอีเก้ง เขาของมันคล้ายกับเขากวางป่าแต่เล็กกว่า เนื้อทรายชอบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ตามทุ่งหญ้าริมหนอง บึง ออกหากินในตอนเช้าและค่ำ ในประเทศไทยได้สูญพันธ์ไปแล้ว ส่วนที่พบเห็นในสวนสัตว์จะมาจากพม่า ปัจจุบันเนื้อทรายถูกพบที่ประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ลาว ฯลฯ |
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552
เรื่องขำๆ

นักเรียน : "อาจารย์ครับ เราจะทราบได้อย่างไรว่า สมมุติเราไปเก็บเห็ดในป่า ทำอย่างไรเราจะรู้ว่าเห็ดชนิดไหนมีพิษรับประทานไม่ได้ เห็ดชนิดไหนไม่มีพิษ รับประทานได้ครับ
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ต้นกำเนิดของเว็บไซต์ กูเกิล ( www.google.com)
ต้นกำเนิดกูเกิล
กูเกิลเริ่มก่อตั้งเมื่อ มกราคม พ.ศ. 2539 จากโครงงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์ของ แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน นักศึกษามหาวิทยาลัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด[5] จากสมมุติฐานของเสิร์ชเอนจินที่สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของของเว็บไซต์ มาจัดอันดับการค้นหาที่เรียกว่าเพจแรงก์ โดยชื่อเสิร์ชเอนจินที่ตั้งมาในตอนนั้นชื่อว่า "แบ็กรับ" (BackRub) ตามความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการลิงก์ย้อนกลับไป (back links) เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละเว็บไซต์[6] โดยเว็บไซต์ที่มีเว็บไซต์อื่นลิงก์เข้ามาหามากที่สุด จะเป็นเว็บไซต์ที่มีความสำคัญสูงสุด และจะถูกจัดอันดับไว้ดีกว่า โดยทั้งคู่ได้ทดสอบเสิร์ชเอนจิน โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยสแตนพอร์ดในชื่อโดเมนว่า google.stanford.edu[7] และต่อมาได้จดทะเบียนบริษัทกูเกิล (Google Inc.) ในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2541 โดยใช้โรงจอดรถของเพื่อนที่เมืองเมนโรพาร์กเป็นสำนักงาน[1] โดยในขณะนั้นมีพนักงาน 4 คนซึ่งรวมบรินและเพจ และชื่อโดเมน google.com ได้ถูกจดทะเบียนเมื่อวันที่ 15 กันยายน ในขณะเดียวกันทั้งคู่ได้ลาพักการเรียน และใช้เวลาในการพัฒนาหาเงินทุนพัฒนาจากครอบครัว เพื่อนฝูง และนักลงทุน เป็นจำนวนเงินกว่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเช็กเงินจาก แอนดี เบกโทลไชม์ ผู้ก่อตั้งซันไมโครซิสเต็มส์[5]
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 บริษัทได้ย้ายไปยังเมืองแพโลอัลโทที่ตั้งของบริษัทคอมพิวเตอร์หลายแห่ง ซึ่งต่อมากูเกิลได้ย้ายบริษัทอีกครั้งไปยังเมืองเมาน์เทนวิว ไปยังสำนักงานใหม่ในชื่อเล่นว่ากูเกิลเพล็กซ์ ซึ่งในปี 2543 กูเกิลได้เปิดธุรกิจในส่วนโฆษณาในชื่อ แอดเวิรดส์ และ แอดเซนส์ โดยเป็นการโฆษณาผ่านคำค้นหา ซึ่งทำให้ข้อความโฆษณาตรงกับความต้องการของผู้ค้นหาเนื้อหาในเว็บไซต์ และสองส่วนนี้กลายมาเป็นธุรกิจหลักของกูเกิลร่วมกับตัวเสิร์ชเอนจิน
เดือนพฤษภาคม 2543 กูเกิลได้มีผู้ใช้งานค้นหาคำมากกว่า 18 ล้านคำต่อวัน ซึ่งกลายมาเป็นเซิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของโลก และในเดือนมีนาคม 2544 เอริก ชมิดต์ อดีตผู้บริหารบริษัทโนเวลล์ และผู้บริหารระดับสูงของซันไมโครซิสเต็มส์ได้เข้ามาร่วมงานกับกูเกิลในตำแหน่งประธานบริหาร

